การพัฒนาสมองเครื่องใช้ลูกน้อยที่ครรภ์
ขมองคือองค์สำคัญอวัยวะหนึ่งที่มีการเจริญและเจริญเติบโตยังมีชีวิตอยู่อันดับต้นๆ เพราะว่าสมองมีกิจ. งานสำคัญในการควบคุมการติดเครื่องไหวต่างๆ ของอวัยะอื่นๆ ที่พละกำลังจะพัฒนารุ่งในไม่ช้า มาดูกันปกติกว่าว่าตลอดการตั้งครรภ์ บุตรน้อยสรรพสิ่งเรามีพัฒนาการสำคัญๆ เช่นไรบ้าง ปฤษฎางค์ปฏิสนธิ 16 วัน
แผ่นประสาท (Neural Plate) งอกงามขึ้นเพื่อที่จะพัฒนาไปเป็นหมู่ประสาทแดนกลาง ซึ่งมีกิจการงานควบคุมการทำของร่างกาย จัดเป็นโครงสร้างวิกลจริตที่ใหญ่ระวางสุด
หลังปฏิสนธิ 22 วัน
ไปแผ่นประสาทวิวรรธน์เป็นหลอดสติวิปลาส (Neural Tube) ซึ่งต่อมาจะพัฒนามีชีวิตสมองและไขสันหลังต่อไป
อาทิตย์ที่ 6-7
ทันทีที่หลอดสติวิปลาสปิดสนิทแล้ว จะค่อยๆ พองออกด้วยกันเจริญเติบโตกลายมีชีวิตสมอง ซึ่งแยกประเภทออกสด 3 ส่วน เช่น สมองส่วนพระพักตร์ สมองส่วนกลาง กับสมองส่วนหลัง จากนี้ความคิดยังคงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ปฏิบัติให้ศีรษะมีขนาดใหญ่กระทั่งลำตัว
สัปดาห์แหล่ง 8
คดียาวของลูกน้อยประเมิน 4 เซ็นติเมตรแล้ว กับแขนขาเริ่มงอก เซลล์ประสาทหลากหลายล้านเซลล์ก็ถูกสร้างขึ้นและเชื่อมต่อกัน เพื่อเตรียมตัวตัวให้ลูกน้อยเคลื่อนไหวร่างกาย
สัปดาห์ที่ 12
เปิดฉากมีการปลูกกระดูก ส่วนนิ้วมือพร้อมทั้งนิ้วเท้าเป็นสกนธ์อย่างชัดเจน ผิวหนัง เล็บ พร้อมทั้งกะเปาะผมก็ปรากฏให้เห็น ส่วนอวัยวะเพศพอจะมองออกแล้วว่าครอบครองเด็กหญิงหรือชาย ด้วยกันเริ่มถอยร่างกายได้รับบ้างแล้ว
อาทิตย์ที่ 14
มองพบแล้วนะ ว่าลูกเพศฤๅ
สัปดาห์ที่ทาง 16 -18
ลูกน้อยยาวเก็ง 12 เซ็นติเมตร รากเลือด 110 กรัม ดวงตาสิ่งลูกเริ่มเคลื่อนไหวได้แล้วจากการทำงานของสมองส่วนกลางที่เจริญเติบโตมากขึ้น ลูกน้อยจะมีปฏิกิริยารีเฟลกซ์ต่างๆ เช่น การดูดและกลืน ซึ่งการเกิดปฏิกิริยาเหล่านี้จะพัฒนาไปพร้อมๆ กับการเจริญเติบโตของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ ปลอกประสาทที่อยู่ชื่อเรื่องว่าไมอีลินก็วิวัฒน์ขึ้น ช่วยให้เซลล์ประสาทแต่เลิกเซลล์ส่งประกาศกันได้เร็วขึ้น
สัปดาห์ที่ 20
เข้าสู่ครึ่งทางของการตั้งครรภ์แล้ว ลูกน้อยมีน้ำหนักถึง 300 กรัมแล้ว ตอนนี้เขาจะเริ่มดิ้นเป็นนิตย์ ทุกๆ 1 นาที ผิวหนังสิ่งของลูกเริ่มหนาขึ้น โปร่งแสงน้อยลง ขนอ่อนๆ ขึ้นปกปรกทั่วร่างกาย ในสัปดาห์ที่ 22-25 หูชั้นในของลูกจะเริ่มพัฒนาขึ้น และจะพัฒนาสมบูรณ์เมื่อ 6 เดือนข้างหลังคลอด
สัปดาห์ที่ 24
น้ำหนักสิ่งของลูกน้อยเพิ่มขึ้นส่วนรวดเร็ว สัปดาห์นี้จะหนักอึ้งประมาณ 630 กรัม ผิวหนังเหี่ยวย่น มองเห็นคิ้วและขนตา ดลไขมันเพิ่งโหมโรงสะสม ตอนนี้เจ้าตัวน้อยหาได้ยินเสียงจากภายนอกท้องคุณแม่ได้แล้วนะ เพิ่มกะพริบตาได้ด้วย
อาทิตย์ที่ 26
ระเบียบรับรู้เวทนาเริ่มพัฒนาขึ้นพร้อมกับเชื่อมต่อกับเซลล์สมอง โดยอย่างเดียวระบบประสาทที่เกี่ยวกับกรณีเจ็บปวด ทาบกิ่งนี้หนูน้อยรู้สึกเจ็บดำรงฐานะแล้ว
สัปดาห์ที่ 28
บุตรน้อยจะมีความประพฤติคล้ายๆ ทารกแรกเกิด เช่น นอนนิทราเป็นเวลา ดูดนิ้ว ยืดเหยียดตัว หันไปตามความเห็นที่ได้ยิน มองเห็นแสงแวบที่ผ่านเข้ามาข้างในท้องแม่ กะพริบตา เป็นต้น ส่วนสมองพร้อมทั้งระบบประสาทก็ปรับปรุงอย่างต่อเกี่ยวข้อง มีการเก็บข่าว แปรผล ดำเนินการมองเห็น ได้ยิน ความรู้สึก เพื่อใช้ผลประโยชน์หลังคลอด
สัปดาห์ที่ 30
สมองของลูกจะมีรอยหยักย่น เนื่องด้วยเพิ่มพื้นที่สำหรับบรรจุเซลล์สมองประทานมาก การมีเซลล์สมองมากจะทำจ่ายสมองมีพลังมากขึ้น
สัปดาห์ที่ 32-36
เซลล์ขมองของลูกเพิ่มจำนวนรวมมากขึ้นเรื่อยๆ และมีการแบ่งกลุ่มด้วยว่าไปทำกรัณย์ที่ซับซ้อนด้วยกันเจาะจงมากขึ้น เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 36 ผิวของลูกน้อยจะมิเหี่ยวย่นแล้ว เพราะสร้างวรรณะไขมันจนท่วมท้น
สัปดาห์ที่ 40
พัฒนาการลูกน้อยสมบูรณ์ครบ ครบถ้วนคลอดแล้ว ตอนนี้ความหนักเบาประมาณ 3,400 กรัม สำหรับสติปัญญาของลูกน้อยจะยังคงพัฒนาต่อเนื่องไปค่อยๆ เซลล์โปรดให้จะสลายกิ่งก้านสาขาไปจนถึง 2 ขวบ และหลังจากนั้นจึงจะลดการสร้างเซลล์ลงไปเรื่อยๆ พร้อมทั้งหยุดในแผ่นดินสุด
อาหารการกินเพื่อสมองของบุตรน้อย
สิ่งยิ่งใหญ่ที่จะช่วยให้สมองข้าวของเครื่องใช้ลูกน้อยมีการงอกงามเติบโตและความเจริญที่ดี และคุณแม่ศักยทำได้ง่ายๆ เพราะเหตุนี้
- ฉันวิตามินธำรงรักษาครรภ์ ซึ่งก็คือ โฟลิค วิตามินบี 12 วิตามินซี วิตามินดี พร้อมทั้งธาตุเหล็ก ซึ่งวิตามินเหล่ากอนี้คุณหมอมักจะจัดมาเลี้ยงดูคุณแม่กินอยู่แล้ว สำคัญคือต้องกินตามที่คุณหมอแนะนำและห้ามขาด
- โภคโอเมก้า-3 เพราะสดสารอาหารยิ่งใหญ่ในการเสริมสร้างสมอง
- ระมัดระวังสารปรอททิ้งปลาน้ำลึก ควรเลือกกินปลาทำเนียบมีสารปรอทต่ำ เช่น แซลมอน กุ้ง พร้อมทั้งควรกินแค่อาทิตย์ละ 2 มื้อ เป็นอาหารคนท้องได้ดี
- กินผักพร้อมกับผลไม้สม่ำเสมอ เนื่องจากในผักและผลไม้มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อสมองจากการถูกมลาย
- ว่างเว้นแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้พัฒนาการลูกช้า
- กินโปรตีนแบบเพียงพอ ด้วยว่านำไปประดิษฐ์เซลล์ต่างๆ ณร่างกาย
.......... .......... .......... .......... ..........